การพัฒนากฎหมายประกันภัยทางทะเลในประเทศไทย : ข้อพิจารณาบางประการในการร่างกฎหมาย* (ตอนที่ 1)
รองศาสตราจารย์ ดร. กำชัย จงจักรพันธ์**

๑. บทนำ

การประกันภัยทางทะเลเป็นธุรกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการค้าระหว่างประเทศ อันประกอบด้วยธุรกรรมการซื้อขาย การขนส่งสินค้า การชำระเงิน และการประกันภัยสินค้าที่ซื้อขายและขนส่งกันนั้น ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและจำเป็นที่จะส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ และทุกวันนี้บริษัทรับประกันภัยในประเทศไทยก็มีการรับประกันภัยทางทะเลกันแพร่หลายตามสมควร มาตรการหนึ่งซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่การค้าระหว่างประเทศให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น และส่งเสริมกิจการประกันภัยทางทะเลในประเทศไทยก็คือ โดยการอาศัยมาตรการทางกฎหมายซึ่งจำต้องมีอยู่อย่างเพียงพอและเหมาะสม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือตรากฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกรรมแต่ละประเภทดำเนินไปด้วยความราบรื่นปราศจากอุปสรรค

ในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเล กฎหมายไทยขณะนี้มีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพียงมาตราเดียวคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๘ ซึ่งบัญญัติถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "อันสัญญาประกันภัยทางทะเล ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายทะเล" และนับตั้งแต่การประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๓ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ในระบบกฎหมายไทยก็ไม่เคยมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายทะเลที่ว่านี้แต่อย่างใด

เมื่อมีคดีเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลขึ้นสู่ศาล ศาลได้หาทางออกโดยวิธีการอุดช่องว่างของกฎหมายตามมาตรา ๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งวางหลักไว้ว่า "กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป"


ในการพิจารณาอุดช่องว่างของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ นี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ ๒ แนวทางคือ แนวทางแรกให้ใช้กฎหมายอังกฤษในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป โดยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๙๙/๒๔๙๖ และ ๗๓๕๐/๒๕๓๗ ศาลได้วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า

"ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๘ บัญญัติไว้ว่า "อันสัญญาประกันภัยทางทะเล ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายทะเล" ซึ่งกฎหมายทะเลของไทยหามีไม่ ทั้งจารีตประเพณีก็ไม่ปรากฏ ควรเทียบวินิจฉัยคดีนี้ตามหลักกฎหมายทั่วไปตามมาตรา ๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาประกันภัยรายนี้ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ศาลฎีกาเห็นว่าควรถือกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยทางทะเลของอังกฤษเป็นกฎหมายทั่วไปเพื่อเทียบเคียงวินิจฉัย"

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัยในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในการวินิจฉัยคดี โดยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๔๙/๒๕๓๗ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า

"ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายทะเลเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยทะเล ทั้งไม่มีจารีตประเพณีเกี่ยวกับสัญญาเช่นว่านั้น เรื่องอายุความฟ้องเรียกร้องให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยในคดีนี้จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๐ หมวด ๒ ว่าด้วยประกันวินาศภัย อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ วรรคสามเดิม"

และนอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาอีกหลายเรื่องที่ได้นำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันภัยวินาศภัยมาปรับใช้กับสัญญาประกันภัยทางทะเลโดยตรงโดยไม่ได้ผ่านมาตรา ๘๖๘ และมาตรา ๔ ซึ่งศาลฎีกามิได้ให้เหตุผลไว้ว่าเพราะเหตุใด

การที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายว่าด้วยประกันภัยทางทะเลเป็นของตนเองและศาลได้พิจารณาอุดช่องว่างของกฎหมายเป็นสองแนวทางตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น อาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน ความไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศโดยรวม จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยควรต้องมีกฎหมายประกันภัยทางทะเลของตนเองเพื่อให้เกิดความแน่ชัดในนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ของคู่กรณี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการค้าที่ต้องการความชัดเจนแน่นอน

ปัญหาต่อมาคือ กฎหมายที่จะร่างหรือตราขึ้นควรมีเนื้อหาสาระอย่างไรจึงจะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมประกันภัยทางทะเล มีความทันสมัยและความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติอันเป็นสากล และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับระบบกฎหมายไทย

ในเรื่องการประกันภัยทางทะเลนี้ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ หรือกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศใด ๆ ให้ยึดถือเป็นแนวทางได้ คงมีแต่กฎหมายประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษเท่านั้นซึ่งเป็นที่ยอมรับใช้กันทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ของประเทศอังกฤษเป็นแม่แบบหรือต้นแบบของกฎหมายประกันภัยทางทะเลของหลายประเทศ ทั้งประเทศในเครือจักรภพอังกฤษและประเทศอื่น ๆ ยิ่งกว่านั้นในทางปฏิบัติกรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐานและข้อสัญญามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในธุรกรรมนี้ส่วนใหญ่จะเขียนระบุไว้ว่า "การประกันภัยนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและแนวทางปฏิบัติของประเทศอังกฤษ" (This insurance is subject to English law and practice.) ในการพัฒนากฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยเพื่อให้กฎหมายของเราสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินอยู่ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยิบยกกฎหมายอังกฤษ คือพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ขึ้นมาพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ของอังกฤษได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติต่าง ๆ มีการอธิบาย ตีความ ขยายความ โดยคำพิพากษาของศาล บทบัญญัติบางเรื่องถูกพิจารณาว่าไม่เป็นธรรมและก่อให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อผู้เอาประกันภัย บทบัญญัติบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีในระบบกฎหมายไทย การบัญญัติกฎหมายโดยใช้กฎหมายอังกฤษเป็นต้นแบบจึงต้องทำด้วยความเข้าใจและด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่น่าพิจารณาว่า ประเทศไทยจะยึดถือพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ มาเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายของเราในประเด็นต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด

รายงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะพิจารณาและหาคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้เฉพาะในบางประเด็นที่สำคัญ โดยจะหยิบยกหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ในประเด็นหลัก ๆ ขึ้นมาพิจารณาโดยอธิบาย เปรียบเทียบกับกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยของไทยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๑-๘๘๘ ซึ่งนักกฎหมายไทยมีความคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นจุดแตกต่างของหลักกฎหมายประกันภัยทางทะเลและหลักกฎหมายประกันวินาศภัย และในขณะเดียวกันก็จะแสดงความคิดเห็นต่อหลักกฎหมายอังกฤษ โดยรวบรวม ประมวลความคิดเห็นของนักกฎหมายที่แตกต่างกัน ทำความเข้าใจ แยกแยะ วิเคราะห์ รวมทั้งเสนอความเห็นของผู้วิจัย และในประเด็นที่น่าสนใจก็จะแสดงความคิดเห็นว่ากฎหมายประกันภัยทางทะเลไทยควรยอมรับนำหลักกฎหมายอังกฤษดังกล่าวมาบัญญัติไว้หรือไม่อย่างไร หรือมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงหรือไม่อย่างไร อันจะเป็นการช่วยแสดงความคิดเห็น หรือช่วยเสริมในการยกร่างกฎหมาย

๒. ข้อเสนอแนะในรายงานวิจัย

ในการพิจารณายกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยต้องพิจารณาร่างโดยศึกษาต้นแบบจากกฎหมายอังกฤษโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกฎหมายประกันภัยทางทะเลอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ซึ่งแม้จะมีฐานะเป็นเพียงกฎหมายภายในฉบับหนึ่งแต่ก็เป็นกฎหมายที่ได้รับการยอมรับนำไปบังคับใช้อย่างกว้างขวางเกือบทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

อย่างไรก็ตามในการพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยประกันภัยทางทะเลของไทยนี้ ควรทำด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ศึกษาถึงข้อดี ข้อเสียและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดและมีอยู่ในกฎหมายอังกฤษอย่างถ่องแท้ด้วย เพื่อมิให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายอังกฤษเกิดขึ้นกับกฎหมายไทยโดยไม่มีคำตอบ ในส่วนกฎหมายประกันภัยทางทะเลอังกฤษที่สอดคล้องหรือไม่แตกต่างจากหลักกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ย่อมไม่มีข้อยุ่งยากในการพิจารณา แต่ บทบัญญัติหรือหลักกฎหมายบางเรื่องที่ไม่เคยมีในระบบกฎหมายไทยมาก่อน รวมทั้งบทบัญญัติหรือหลักกฎหมายที่มีหลักการหรือรายละเอียดแตกต่างไปจากหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัย เราจะยอมรับหลักการหรือบทบัญญัติที่ไม่เคยมีหรือที่แตกต่างเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร ในการร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยจำเป็นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน


๑. หลักการสำคัญในการพิจารณาร่างกฎหมาย

รายงานวิจัยนี้ ผู้เขียนได้พิจารณาหลักการสำคัญในการพิจารณาร่างกฎหมาย ๕ ประการคือ

๑.๑ ความเป็นสากล

เนื่องจากกฎหมายอังกฤษ คือพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ รวมทั้งคำพิพากษาของศาล ตลอดจนกรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐาน (Institute clauses) และแนวปฏิบัติต่างๆ ของอังกฤษมีอิทธิพลต่อธุรกิจการประกันภัยทางทะเลอย่างมากและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ดังนั้นในเบื้องต้นการถือหลักตามกฎหมายอังกฤษจึงมีข้อดีที่จะทำให้กฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยมีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ในการนำกฎหมายไปปรับใช้ก็จะไม่มีความขัดกันกับข้อความหรือข้อสัญญาต่าง ๆ ที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในตลาดประกันภัยทางทะเล บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในธุรกิจการประกันภัยทางทะเลก็จะเกิดความสะดวกไม่ยุ่งยากสับสน การมีกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอังกฤษจึงมีข้อดีที่เห็นได้ชัดในตัวเอง

๑.๒ ความเป็นธรรม

ในการบัญญัติหรือตรากฎหมายเพื่อใช้บังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศนั้น เคยมีแนวคิดว่าควรบัญญัติกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ อาทิเช่นในการร่างพระราชบัญญัติการับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ นั้น มีประเด็นในการพิจารณาว่า ประเทศไทยในขณะนั้นเป็นประเทศผู้ขนส่ง หรือประเทศผู้ส่งของ เพื่อจะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกับประโยชน์ของประเทศ ความคิดที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีและเข้าใจได้ แต่ในการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับธุรกรรมทางการค้าระหว่างประเทศซึ่งต้องใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการทำให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปด้วยความราบรื่น คู่สัญญาทุกฝ่ายควรได้รับความคุ้มครองหรือกำหนดสิทธิหน้าที่ของตนตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน กฎหมายที่จะร่างขึ้นจึงควรคำนึงถึงความเป็นธรรมเป็นสำคัญ โดยนัยนี้ผู้เขียนจึงเห็นว่า กฎหมายอังกฤษคือพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ และคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ในส่วนของหลักกฎหมายที่เห็นได้ชัดว่าไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม อาทิเช่นให้ประโยชน์แก่ผู้รับประกันภัยหรือผู้เอาประกันภัยมากจนเกินไป หรือก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ควรได้รับการปรับแก้ให้เกิดความเป็นธรรม กฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยจึงควรเป็นกฎหมายที่มุ่งให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเท่าเทียมกัน

๑.๓ ความทันสมัย

ในส่วนบทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ของอังกฤษนั้นเนื่องจากกฎหมายได้ร่างขึ้นมาเป็นเวลานานแนวปฎิบัติบางอย่างในธุริจประกันภัยทางทะเลได้เปลี่ยนแปลงไป หรือความจำเป็นบางประการที่มีอยู่ในขณะที่กฎหมายออกมาใช้บังคับได้หมดไปแล้วในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่าบทบัญญัติเช่นว่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาพิจารณาร่างไว้ในกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยอีก

๑.๔ ไม่ขัดแย้งกับระบบกฎหมายไทย

เป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลจะมีบางส่วนที่มีความแตกต่างไปจากการประกันวินาศภัยอื่น ๆ ที่มิใช่การประกันภัยทางทะเล หลักกฎหมายอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของการประกันภัยทางทะเลนั้นก็ปรากฏบทบัญญัติหลายเรื่องที่มีหลักการแตกต่างไปจากหลักในการประกันภัยอย่างอื่น

บทบัญญัติต่าง ๆ ในร่างกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยทางทะเลของไทยก็คงจะมีลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการประกันภัยทางทะเลมีลักษณะสำคัญแตกต่างจากการประกันภัยอย่างอื่นนั่นเอง โดยเหตุนี้จึงจำต้องยอมรับว่าบทบัญญัติต่าง ๆ ที่จะมีในพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลของไทยนั้นอาจมีหลักการที่สำคัญแตกต่างจากบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นการปฏิเสธไม่ยอมรับหลักการหรือบทบัญญัติที่แตกต่างไปจากหลักที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพียงเพราะเหตุว่าแตกต่างจากหลักที่มีอยู่เดิมจึงไม่ควรมีโดยสภาพ ประเด็นที่ผู้เขียนประสงค์จะทำความเข้าใจในส่วนนี้ก็คือ บทบัญญัติหรือหลักการใหม่ ๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้ ตราบเท่าที่บทบัญญัติหรือหลักการนั้น ๆ ไม่ขัดแย้งต่อระบบกฎหมายไทยโดยสิ้นเชิง และเป็นเรื่องที่มีเหตุผลอธิบายได้ ทั้งในการรับเข้ามานั้นได้ผ่านการพิจารณาในด้านต่างๆ รวมทั้งผลกระทบอย่างรอบด้าน

๑.๕ ความสมบูรณ์ชัดเจน


ในส่วนพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ของประเทศอังกฤษ แม้จะเป็นกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานและได้รับการยอมรับบังคับใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็มิได้หมายความว่า บทกฎหมายดังกล่าวมีความสมบูรณ์ ครบถ้วน ชัดเจนในทุกเรื่องทุกประเด็น ในบางเรื่องกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้ แต่หลักกฎหมายปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของศาล และในบางบทมาตรายังมีปัญหาความคิดเห็น ข้อโต้แย้ง และไม่ความชัดเจนปรากฏอยู่ตามสมควร ในการศึกษากฎหมายอังกฤษเพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายไทยจึงควรพิจารณาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคำนึงถึงปัญหาความคิดเห็น ข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้ร่างกฎหมายไทยจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าในประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น ร่างกฎหมายไทยจะเดินไปในแนวทางใด ซึ่งในรายงานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นในประเด็นสำคัญๆ ไว้ด้วยแล้ว


๒. ข้อควรพิจารณาในการร่างพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลไทย

จากหลักการสำคัญในการพิจารณายกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยดังกล่าวมาในข้อ ๑. ประกอบกับการพิจารณารายละเอียดของกฎหมายอังกฤษในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นตามที่กล่าวมาในบทที่ ๔ ถึงบทที่ ๑๙ รายงานวิจัยได้เสนอประเด็นในการพิจารณาตามลำดับดังนี้

๒.๑ ส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ (Insurable interest)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มิได้ให้นิยามความหมายของคำว่าส่วนได้เสียไว้ คงมีแต่คำอธิบายในทางตำราเท่านั้น ส่วนพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ได้ให้นิยามคำว่าส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ไว้ในมาตรา ๕ และมีคำพิพากษาของศาล และตำรากฎหมาย แสดงความคิดเห็นในเรื่องส่วนได้เสียไว้อย่างกว้างขวาง พอสรุปได้ว่า ในเรื่องสิทธิตามกฎหมายหรือตามสัญญา นักกฎหมายอังกฤษเห็นตรงกันว่าถือว่ามีส่วนได้เสีย ส่วนความหวังลอยๆ ก็ชัดเจนว่าไม่มีส่วนได้เสีย แต่ปัญหาก็คือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสิทธิตามกฎหมายหรือสัญญากับความหวังลอยๆ ซึ่งมิใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสัญญา เพราะไม่มีกฎหมายหรือสัญญารองรับ แต่ก็มิใช่ความหวังลอยๆ เพราะเป็นสิ่งที่แน่นอนเห็นอยู่แล้ว สิ่งนี้เองที่นักกฎหมายอังกฤษยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ว่าจะถือว่ามีส่วนได้เสียหรือไม่ โดยความเห็นของฝ่ายที่เห็นว่าความหมายของส่วนได้เสียตามมาตรา ๕ พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ น่าจะต้องตีความในทางกว้างดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่า ส่วนตำรากฎหมายไทยนั้นมีความเห็นทำนองว่า แม้จะยังไม่มีสิทธิที่กฎหมายรับรู้ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่แน่นอนพอสมควรก็พอถือเป็นส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ ในร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าควรจะต้องมีบทนิยามว่าด้วยความหมายของส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ไว้หรือไม่ และหากพิจารณาเห็นสมควรให้มีบทนิยาม จึงเป็นปัญหาต่อไปว่าจะบัญญัติความหมายของส่วนได้เสียให้กว้างหรือแคบประการใด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหากจะมีการร่างบทนิยามความหมายของส่วนได้เสียก็ควรบัญญัติความหมายไว้กว้างๆ เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น ส่วนที่เป็นรายละเอียดที่อาจมีข้อโต้แย้งโต้เถียงกันได้ต่อไปนั้นสมควรเปิดกว้างไว้ให้กฎหมายพัฒนาต่อไปจนกว่าจะสามารถเห็นร่วมกันจนเป็นที่ยุติรวมทั้งให้เป็นดุลยพินิจของศาลในการพิจารณาเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม อย่างไรก็ตามหากร่างพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลของไทยจะไม่มีบทนิยามว่าด้วยส่วนได้เสียไว้ ผู้เขียนก็เห็นว่าไม่น่าก่อให้เกิดปัญหาข้อขัดข้องต่อการใช้กฎหมายแต่อย่างใด ทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ไม่มีบทนิยามเรื่องส่วนได้เสียไว้

ในส่วนตัวบุคคลที่ถือว่ามีส่วนได้เสียนั้น พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ได้บัญญัติถึงบุคคลไว้หลายประเภทที่กฎหมายถือว่ามีส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ แต่ก็ยังมิได้ครอบคลุมครบถ้วน ยังมีบุคคลประเภทต่างๆ ที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้ แต่แนวคำพิพากษาของศาลถือว่ามีส่วนได้เสียอีก เมื่อเปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัยของไทยจะเห็นว่ากฎหมายไทยมิได้บัญญัติเกี่ยวกับตัวบุคคลที่มีส่วนได้เสีย ผู้เขียนเห็นว่าหากพิจารณาประกอบกับคำนิยามความหมายของส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันได้ที่กล่าวมาข้างต้น บุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียย่อมมีได้อย่างกว้างขวาง กฎหมายไม่สามารถบัญญัติไว้ให้ครอบคลุมทั้งหมดได้ ปัญหาคือร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลจำเป็นต้องมีบทบัญญัติถึงบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือไม่ ซึ่งอาจจะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่อย่างไรก็ดี ถ้าจะบัญญัติไว้ก็ควรเขียนให้ชัดเจนว่าเป็นแต่เพียงตัวอย่างบุคคลบางประเภทเท่านั้นเพื่อมิให้เกิดปัญหาในการตีความแคบในภายหลัง

พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ได้บัญญัติรองรับส่วนได้เสียบางลักษณะไว้ คือส่วนได้เสียบางส่วน ส่วนได้เสียที่ไม่แน่นอน และส่วนได้เสียอันอาจเอาหมดไปได้ โดยถือว่าเป็นส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มิได้กล่าวถึงส่วนได้เสียในลักษณะต่างๆ ดังกล่าวนี้ไว้ แต่โดยการตีความผู้ที่มีส่วนได้เสียเพียงบางส่วนย่อมสามารถเอาประกันภัยได้ ผู้ที่มีส่วนได้เสียที่ไม่แน่นอนหรือส่วนได้เสียอันอาจหมดไปได้ ก็สามารถเอาประกันภัยได้ตราบเท่าที่เขามีส่วนได้เสียในขณะทำสัญญาประกันภัย หลักการขั้นต้นตามกฎหมายอังกฤษในเรื่องนี้จึงไม่แตกต่างจากกฎหมายไทย แต่ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยอาจพิจารณาบัญญัติไว้เพื่อความชัดเจนก็ได้

จุดที่กฎหมายอังกฤษแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัยของไทย คือในเรื่องเวลาที่ต้องมีส่วนได้เสีย กล่าวคือ ๑. เรื่องการมีส่วนได้เสียในขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย ตามกฎหมายไทยผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในขณะเข้าทำสัญญามิฉะนั้นสัญญาประกันภัยไม่ผูกพัน แต่ตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ นั้น ผู้เอาประกันภัยเพียงแต่มีความความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียในขณะทำสัญญาประกันภัยก็เพียงพอให้สัญญาไม่ตกเป็นโมฆะแล้ว ๒ เรื่องการมีส่วนได้เสียในขณะเกิดวินาศภัย ตามกฎหมายไทยมิได้มีบทบัญญัติกำหนดว่าผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนได้เสียอยู่ในขณะเกิดวินาศภัย เพราะฉะนั้นในเวลาที่เกิดวินาศภัยหากผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียอยู่ สัญญาก็ไม่ตกเป็นโมฆะหรือเสียไปแต่อย่างใด แต่เมื่อผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียแล้ว ผู้เอาประกันภัยย่อมไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามกฎหมายอังกฤษ พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ ๑๙๐๖ บัญญัติกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในขณะที่เกิดวินาศภัยไว้ชัดเจน แต่พระราชบัญญัตินี้มิได้กำหนดไว้ว่าถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียอยู่ในขณะที่เกิดวินาศภัย ผลจะเป็นเช่นไร ซึ่งนักกฎหมายอังกฤษเห็นว่า ผลก็คือผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย

ในประเด็นเรื่องการมีส่วนได้เสียในขณะเข้ามาทำสัญญาประกันภัยนั้น ผู้เขียนมีข้อสังเกต ๓ ประการคือ

ประการแรก เหตุผลที่พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยไม่จำเป็นต้องมีส่วนได้เสียในขณะที่ทำสัญญาประกันภัยและสัญญานั้นไม่ถือว่าเป็นการพนันขันต่อไม่ตกเป็นโมฆะ หากผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาโดยคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยต่อไปนั้นอาจเพราะเนื่องมาจากความต้องการตอบสนองต่อระบบหรือลักษณะเฉพาะของการค้าระหว่างประเทศ กล่าวคือในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศแต่ละสัญญานั้นเป็นเรื่องยุ่งยากและซับซ้อนไม่น้อยในแต่ละกรณีว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันนั้นได้โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ และในเวลาใด จึงทำให้เกิดข้อยุ่งยากที่จะกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในขณะทำสัญญาประกันภัย เพราะในขณะนั้นผู้เอาประกันภัยอาจยังไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์ที่เป็นวัตถุของสัญญาประกันภัยแต่อย่างใด กฎหมายอังกฤษจึงได้บัญญัติรองรับลักษณะเฉพาะของการค้าระหว่างประเทศนื้ไว้โดยให้ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาด้วยความคาดหวังที่จะมีส่วนได้เสียก็เพียงพอแล้ว และไปเน้นที่เวลาเกิดวินาศภัยซึ่งจะต้องมีส่วนได้เสียจริงๆ

ประการที่สอง แนวปฏิบัติในธุรกิจประกันภัยทางทะเลได้เดินตามหลักการของพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลของอังกฤษไว้ ดังจะเห็นได้จากข้อสัญญามาตรฐานต่างๆ อาทิเช่น Institute Cargo Clauses (A)(B)(C) ได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับส่วนได้เสียไว้สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่เน้นการมีส่วนได้เสียขณะเกิดวินาศภัยโดยไม่ได้กล่าวถึงความจำเป็นต้องมีส่วนได้เสียอยู่จริงในขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย

ประการที่สาม ผู้เขียนเห็นว่าหลักการที่กำหนดให้ผู้เอาประกันภัยไม่จำเป็นต้องมีส่วนได้เสียอยู่จริงในขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย และกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในขณะที่เกิดวินาศภัยนี้ แม้จะแตกต่างจากหลักการที่กำหนดไว้ในกฎหมายไทยดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ผลของการกำหนดไว้ตามแนวทางของกฎหมายอังกฤษนี้ก็มิได้มีผลเป็นการทำลายหลักเรื่องการมีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยจึงน่าจะพิจารณาเดินตามแนวทางกฎหมายอังกฤษได้

อนึ่งพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ได้บัญญัติถึงกรมธรรม์ประกันภัยประเภทที่เรียกว่า "Lost or not lost" ซึ่งเป็นข้อยกเว้นหลักที่ว่าผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในขณะเกิดวินาศภัย เนื่องจากในกรณีนี้แม้ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในเวลาที่เกิดวินาศภัย โดยวินาศภัยเกิดตั้งแต่ก่อนทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากผู้เอาประกันภัยสุจริต คือไม่รู้ว่าได้เกิดวินาศภัยขึ้นไปแล้วในขณะทำสัญญาประกันภัย ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักในเรื่อง "Lost or not lost" policy โดยเห็นว่าน่าจะต้องแยกพิจารณาเป็น ๒ กรณีคือ กรณีความสูญเสียหายเกิดก่อนทำสัญญาซื้อขาย ประเด็นหนึ่ง กับกรณีความสูญเสียหายเกิดหลังทำสัญญาซื้อขายแต่ก่อนทำสัญญาประกันภัย อีกประเด็นหนึ่ง ถ้าความสูญเสียหายเกิดก่อนทำสัญญาซื้อขาย จึงเป็นกรณีไม่มีส่วนได้เสียในขณะเกิดวินาศภัย แต่ถ้าความสูญเสียหายเกิดหลังทำสัญญาซื้อขายแต่ก่อนทำสัญญาประกันภัย จะไม่ใช่เรื่องส่วนได้เสีย แต่เป็นเรื่องสุจริต คือรู้หรือไม่รู้ว่าเกิดความสูญเสียหายเกิดขึ้นแล้ว และถ้าเป็นประเด็นหลังตามกฎหมายไทย ถ้าวินาศภัยได้เกิดก่อนที่สัญญาประกันภัยจะได้เกิดขึ้นและผู้รับประกันภัยได้ทำสัญญาประกันภัยไปโดยไม่รู้ถึงวินาศภัยนั้น สัญญาประกันภัยนั้นจะตกเป็นโมฆะ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๖

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยควรระบุหลักการเรื่อง "Lost or not lost" policy ไว้ด้วยเพื่อเป็นการรองรับการค้าระหว่างประเทศและสอดคล้องกับแนว ปฏิบัติสากล อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองผู้เอาประกันภัยที่สุจริต แต่ควรจะได้บัญญัติโดยใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนว่าจะให้ครอบคลุมถึงกรณีใดบ้าง

ในส่วนผลของการไม่มีส่วนได้เสียอันอาจเอาประกันภัยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันวินาศภัยของไทย กำหนดว่าสัญญาประกันภัยย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญา ส่วนตามกฎหมายอังกฤษวางหลักว่าสัญญาประกันภัยย่อมตกเป็นโมฆะ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าผลทางกฎหมายไม่แตกต่างกัน แต่ผลที่ตามมาในเรื่องการคืนเบี้ยประกันนั้น นักกฎหมายไทยมีความเห็นแตกต่างกันว่าจะเรียกคืนได้หรือไม่ ส่วนหลักตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ นั้นถือว่าผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืนตราบเท่าที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ใช้กลฉ้อฉลหรือเป็นการผิดกฎหมาย การเอาประกันภัยโดยไม่มีส่วนได้เสียและไม่คาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียเป็นการผิดกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยจึงไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืน แต่ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสีย แต่มีความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสีย แม้ต่อมาภายหลังเขาจะไม่มีส่วนได้เสียขึ้นจริง ผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืน ปัญหาเรื่องการคืนเบี้ยประกันภัย ทั้งในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียตั้งแต่ขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย หรือในกรณีที่ส่วนได้เสียได้หมดลงในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย กฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยที่จะร่างขึ้นควรจะได้บัญญัติไว้ให้ชัดเจน ผู้เขียนเห็นว่าในส่วนของการคืนเบี้ยประกันภัย ถ้ามิได้เป็นการพนันขันต่อคือผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาโดยมีความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียแล้ว หากต่อมาไม่เป็นดังคาดโดยผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในขณะที่เกิดภัย หรือผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในขณะทำสัญญาประกันภัยแล้ว ต่อมาส่วนได้เสียได้หมดลงก่อนที่จะเกิดวินาศภัย ก็ควรบัญญัติให้ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนเบี้ยประกันภัย หรือได้รับคืนเบี้ยประกันภัยบางส่วนแล้วแต่กรณี

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ยังได้บัญญัติถึงกรมธรรม์ประกันภัยบางประเภทที่ถือว่าเป็นการพนันขันต่อแม้ผู้เอาประกันภัยจะมีส่วนได้เสียที่เรียกว่า ppi policy และมีพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล (กรมธรรม์ประกันภัยที่เป็นการพนันขันต่อ) ค.ศ. ๑๙๐๙ บัญญัติให้ผู้ที่เข้าทำสัญญาประกันภัยโดยไม่มีส่วนได้เสียและโดยไม่มีความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียมีความผิดอาญาและต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ๑.กฎหมายไทยควรระบุให้ ppi policy ตกเป็นโมฆะหรือไม่ และ ๒.ควรกำหนดความผิดและโทษสำหรับผู้เอาประกันภัยโดยไม่มีส่วนได้เสียและความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียในลักษณะเดียวกับพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล (กรมธรรม์ประกันภัยที่มีการพนันขันต่อ) หรือไม่ ในประเด็นแรกนั้นผู้เขียนเห็นว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับ ppi policy ในพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ นั้นไม่ควรมีในกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย เพราะหลักในเรื่อง ppi policy นี้มีที่มาจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม้ในกรมธรรม์ประกันภัย จะมีข้อความทำนองว่า "ไม่ต้องมีส่วนได้เสีย" หรือข้อความอื่นในลักษณะเดียวกัน แต่หากความจริงผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียกรณีก็ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่จะให้ถือว่าสัญญาประกันภัยนี้เป็นสัญญาประกันภัยประเภทการพนันขันต่อและให้ตกเป็นโมฆะ เพราะในความเป็นจริงผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสีย และสำหรับการกำหนดความผิดและโทษแก่ผู้เข้าทำสัญญาประกันภัยโดยไม่มีส่วนได้เสีย หรือความคาดหวังว่าจะมีส่วนได้เสียนั้น ประวัติความเป็นมาของการประกันภัยในประเทศไทยและอังกฤษค่อนข้างแตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทยนั้นการเอาประกันภัยโดยไม่มีส่วนได้เสียมิใช่สิ่งที่ปฏิบัติกันแพร่หลาย ประเด็นจึงอยู่ที่กฎหมายต้องการปรามอย่างเด็ดขาดเพื่อมิให้มีการกระทำเช่นนี้ โดยการลงโทษทางอาญาหรือไม่ ซึ่งในชั้นนี้ผู้เขียนเห็นว่ายังไม่จำเป็นในขณะนี้ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเลที่จะมีขึ้นนี้ควรจะเป็นร่างกฎหมายที่กำหนดสิทธิหน้าที่ในทางแพ่งที่มิได้เกี่ยวกับโทษทางอาญาด้วย

๒.๒ หลักสุจริตอย่างยิ่ง (Utmost good faith)

ทั้งกฎหมายประกันวินาศภัยของไทยและกฎหมายประกันภัยทางทะเลของอังกฤษต่างยอมรับหลักสุจริตอย่างยิ่งในสัญญาประกันภัยโดยได้บัญญัติถึงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักนี้ไว้อย่างชัดเจน และกำหนดผลไว้ทำนองเดียวกันว่าหากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามหลักสุจริตอย่างยิ่งแล้ว ก็อาจมีการบอกล้างสัญญาได้แต่ในรายละเอียดกฎหมายไทยและกฎหมายอังกฤษแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเด็น

๑.ตามกฎหมายไทยนั้นบัญญัติถึงหน้าที่ที่ต้องสุจริตอย่างยิ่ง ๒ ประการคือ หน้าที่ในการเปิดเผยข้อเท็จจริง และหน้าที่ที่ต้องไม่แถลงเท็จ แต่ตามกฎหมายอังกฤษนั้นนักกฎหมายอังกฤษมีความเห็นว่าหน้าที่ที่ต้องสุจริตอย่างยิ่งมีมากกว่าหน้าที่ ๒ ประการนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยควรกำหนดให้มีหน้าที่ตามหลักสุจริตที่มากกว่าการเปิดเผยข้อเท็จจริงและการไม่แถลงเท็จหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้จะเชื่อมโยงกับประเด็นข้อ ๓ ต่อไป

๒.กฎหมายไทยบัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือไม่แถลงเท็จ แต่พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ กำหนดว่าทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยความสุจริตอย่างยิ่ง

ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย คือกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย ควรกำหนดให้ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหลักสุจริตอย่างยิ่งโดยเท่าเทียมเสมอกันหรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าหน้าที่นี้ควรกำหนดให้ต้องปฏิบัติทั้งในส่วนของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย เพราะแม้ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ในการเข้าทำสัญญาประกันภัยจะอยู่ในความรู้เห็นของผู้เอาประกันภัยและปัญหาทางปฏิบัติทั้งหลายมักเกิดจากการประพฤติปฏิบัติของฝ่ายผู้เอาประกันภัย แต่โอกาสที่ผู้รับประกันภัยจะต้องเปิดเผยข้อความจริงอันอาจกระทบต่อการตัดสินใจของผู้เอาประกันภัยว่าจะเอาประกันภัยหรือไม่ และเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของผู้รับประกันภัยเพียงฝ่ายเดียวก็มีได้เช่นกัน กฎหมายที่จะร่างขึ้นจึงควรกำหนดให้เป็นหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายโดยเท่าเทียมกันเพื่อความเป็นธรรม และเพื่อมิให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือคุ้มครองประโยชน์ของผู้รับประกันภัยแต่เพียงอย่างเดียว

๓. พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ตัวแทนของผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่เปิดเผยข้อเท็จจริงและไม่แถลงเท็จด้วย ส่วนตามกฎหมายไทยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันวินาศภัยมิได้บัญญัติไว้ ปัญหาว่าตัวแทนจะกระทำได้แค่ไหนเพียงใด และการกระทำของตัวแทนจะมีผลผูกพันตัวการแค่ไหนเพียงใดจึงเป็นเรื่องกฎหมายตัวแทน ประเด็นในการร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยก็คือ ควรจะระบุบทบัญญัติเรื่องหน้าที่ของตัวแทนผู้เอาประกันภัยนี้ไว้หรือไม่อย่างไร ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหากในการยกร่างกฎหมาย สามารถหาข้อสรุปในประเด็นนี้ได้ก่อนและร่างกฎหมายให้ชัดแจ้งถึงหน้าที่ของตัวแทนผู้เอาประกันภัย ก็จะทำให้กฎหมายชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ

๔. ตามกฎหมายไทยวางหลักว่า เวลาที่ผู้เอาประกันภัยต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือไม่แถลงเท็จ คือเวลาใดๆ ในระหว่างที่เจรจาตกลงกันก่อนทำสัญญาจนถึงเวลาทำสัญญาและหน้าที่นี้ยุติลงในขณะที่ทำสัญญาประกันภัยเรียบร้อยแล้ว ตามกฎหมายอังกฤษแนวคำพิพากษาของศาลปัจจุบันชัดเจนว่าหน้าที่นี้มีต่อเนื่องจนถึงหลังสัญญาเกิด แต่หน้าที่นี้จะมีอยู่อย่างไรจะมีขอบเขตหรือข้อจำกัดมากน้อยเพียงใดยังไม่ชัดเจนและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ตามสมควร ผู้เขียนเห็นว่าในการยกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยนั้น ประเด็นนี้น่าจะได้รับการพิจารณา ศึกษาในรายละเอียดและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากต้องการเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักสุจริตอย่างยิ่งให้ครอบคลุมเรื่องอื่นๆ นอกจากการเปิดเผยข้อเท็จจริงและไม่แถลงเท็จด้วย แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีความเห็นในเบื้องต้นว่าร่างกฏหมายประกันภัยทางทะเลของไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องขยายหลักสุจริตอย่างยิ่งออกไป ทั้งนี้เพราะ ๑.กฎหมายอังกฤษเองก็ยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอยู่ตามสมควรถึงปัญหาอันเนื่องมาจากการขยายหลักการดังกล่าว ๒.หลักสุจริตอย่างยิ่งนั้นสมควรพิจารณาเฉพาะจนถึงเวลาสัญญาเกิดเท่านั้นจึงจะสอดคล้องกับเหตุผลของการมีหลักสุจริตและสอดคล้องกับทางปฏิบัติที่ผู้รับประกันได้คำนวณภัยเรียบร้อยแล้ว เสร็จสิ้นแล้ว ว่าจะรับประกันภัยหรือไม่ อย่างไร ข้อเท็จจริงอื่นใดที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ความเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นที่ทำให้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนไปก็เป็นเรื่องความเสี่ยง เป็นเรื่องที่ผู้รับประกันภัยตกลงเข้ารับประกันนั่นเอง ๓.การยื่นข้อเรียกร้องเท็จ หรือการเรียกร้องโดยทุจริตซึ่งกฎหมายอังกฤษทถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ที่ต้องสุจริตอย่างยิ่งนั้น โดยหลักกฎหมายและโดยข้อเท็จจริงผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอยู่แล้ว และนอกจากนั้นผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องเท็จก็อาจรับผิดตามกฎหมายอาญาได้ หากเข้าข่ายฉ้อโกง หรือผิดกฎหมายอื่นๆ กรณีไม่มีความจำเป็นต้องขยายหลักสุจริตออกไปเพื่อการนี้แต่อย่างใด

๕. ในส่วนผลของการฝ่าฝืนหน้าที่ที่ต้องสุจริตอย่างยิ่งนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันวินาศภัยของไทยวางหลักว่าสัญญาประกันภัยย่อมตกเป็นโมฆียะ และผู้รับประกันภัยต้องใช้สิทธิบอกล้างภายใน ๑ เดือนนับแต่ทราบมูลอันจะบอกล้างได้ หรือภายใน ๕ ปีนับจากวันทำสัญญา มิฉะนั้นหมดสิทธิบอกล้าง ส่วนพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ ก็บัญญัติให้สิทธิคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกล้างได้ กฎหมายไทยและกฎหมายอังกฤษตรงกันในแง่ที่ว่าสิทธิบอกล้างนี้มีอยู่เสมอ ไม่ว่าความวินาศภัยที่เกิดขึ้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ปกปิดไว้หรือที่แถลงเท็จหรือไม่ก็ตาม ส่วนกำหนดเวลาในการบอกล้าง ย่อมแตกต่างกันไปตามนโยบายทางกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าหากผู้ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยเห็นว่าระยะเวลาใดเหมาะสมก็สามารถบัญญัติกฎหมายไปตามแนวทางนั้นได้ แต่มีข้อสังเกตว่าควรจะกำหนดเวลาให้ค่อนข้างเร็ว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจ หรืออย่างน้อยเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการประกันวินาศภัย มิฉะนั้นผู้รับประกันภัยอาจใช้ประโยชน์จากเวลานี้ในการรอดูว่ามีวินาศภัยเกิดขึ้นหรือไม่

ส่วนผลเมื่อบอกล้างแล้วตามกฎหมายไทยผู้รับประกันภัยต้องคืนเบี้ยประกันที่รับมา และจะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่ตนต้องรับเสี่ยงภัยอยู่ในขณะที่ยังไม่มีการบอกล้างไม่ได้ ตามกฎหมายอังกฤษหากผู้เอาประกันภัยฝ่าฝืนหน้าที่นี้ ผู้รับประกันภัยก็ได้แต่บอกล้างสัญญาประกันภัย และจะเรียกค่าเสียหายใดๆไม่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ผู้เอาประกันภัยยังมีสิทธิได้รับคืนเบี้ยประกันภัย หากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่สุจริตอย่างยิ่ง มิได้เกิดจากการจงใจฉ้อฉล และถ้าผู้รับประกันภัยเป็นฝ่ายฝ่าฝืนหน้าที่นี้ ผู้เอาประกันภัยก็ได้แต่บอกล้าง และเรียกร้องเบี้ยประกันคืน จะเรียกค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งในประเด็นนี้นักกฎหมายอังกฤษมีความเห็นว่าสิทธิของผู้เอาประกันภัย และ ผู้รับประกันภัยนี้มีอยู่อย่างไม่เท่าเทียมกัน และเห็นว่าในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ปฏิบัติตามหลักสุจริตอย่างยิ่ง ไม่ควรให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดโดยสิ้นเชิง แต่ควรให้โอกาสผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่ม หรือลดค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันต้องชดใช้ลง

ผู้เขียนมีความเห็นว่าในส่วนที่เกี่ยวกับผลของการบอกล้างนี้ ย่อมเป็นไปตามหลักกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจแตกต่างกัน และหลักกฎหมายนิติกรรมสัญญาไทยมีความชัดเจนแล้ว ประเด็นอยู่ที่ว่าผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมนี้ได้ให้ความเป็นธรรมกับคู่สัญญาเพียงพอหรือไม่ หรือเห็นว่าไม่เพียงพอจำต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็มีความจำเป็นต้องบัญญัติไว้ในร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลโดยเฉพาะ แต่หากเห็นว่าผลควรเป็นไปตามหลักทั่วไปในเรื่องนิติกรรมและสัญญาก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในร่างกฎหมายที่จะมีขึ้น

๖. เกณฑ์การวัดว่าข้อเท็จจริงใดเป็นสาระสำคัญหรือไม่ กฎหมายไทยใช้หลักวิญญูชนทางฝ่ายผู้เอาประกันภัย ส่วนกฎหมายอังกฤษถือหลักผู้รับประกันภัยที่ฉลาดรอบคอบเป็นเกณฑ์ ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ผู้ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าหลักเกณฑ์ใดน่าจะเหมาะสมและเป็นธรรมมากกว่ากัน

๗. กฎหมายอังกฤษได้บัญญัติถึงข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องเปิดเผยไว้ละเอียดมากกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัย ในส่วนบทบัญญัติที่ยังไม่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นคงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องบัญญัติเพิ่มหรือไม่ อย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นผู้เขียนเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติเพิ่ม โดยกรณีข้อเท็จจริงที่เป็นการลดการเสี่ยงภัยก็เห็นได้ชัดจากหลักการอยู่แล้ว ส่วนกรณีข้อเท็จจริงที่ผู้รับประกันภัยได้สละสิทธิแล้วนั้น ก็เป็นไปตามข้อสัญญาที่ได้ตกลงกัน ส่วนกรณีที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเพราะมีคำรับรองอยู่แล้วนั้นก็จะต้องพิจารณาควบคู่กับหลักในเรื่องคำรับรอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีในหลักกฎหมายไทย

๒.๓ คำรับรอง (Warranties)

หลักกฎหมายในเรื่องคำรับรองไม่มีอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัยของไทย คำรับรองตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ มีความหมายกว้างโดยครอบคลุมถึงข้อสัญญาหรือคำสัญญาของผู้เอาประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยรับรองว่าจะกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรับรองว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่าง หรือซึ่งผู้เอาประกันภัยยืนยันหรือปฏิเสธความมีอยู่ของข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง คำรับรองนี้นอกจากจะเกิดขึ้นโดยสัญญาแล้ว ยังมีบางกรณีที่พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นคำรับรองโดยปริยาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นคำรับรองที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย ในการปฏิบัติตามคำรับรองนั้นมีหลักการที่เข้มงวดโดยผู้เอาประกันภัยต้องปฏิบัติตามคำรับรองโดยเคร่งครัด แม้ว่าคำรับรองนั้นจะมิใช่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญสำหรับการเสี่ยงภัยก็ตาม การฝ่าฝืนคำรับรองมีผลให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดที่เกิดขึ้นหลังการฝ่าฝืนโดยอัตโนมัติทันที แม้คำรับรองนั้นจะมิได้มีผลทำให้เกิดวินาศภัยขึ้นเลย สภาพการณ์ในปัจจุบันที่หลักกฎหมายเรื่องคำรับรองได้ถูกนำไปใช้โดยไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งแก่ผู้เอาประกันภัย ทำให้นักกฎ หมายพยายามหาทางออกใน ๒ ทาง คือ ๑. โดยการตีความ และ ๒. โดยการนิติบัญญัติ แนวทางแรกก็โดยการอาศัยการตีความของศาลในข้อสัญญาบางลักษณะว่ามิใช่คำรับรองแต่เป็นเพียงข้อสัญญายกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัย หรือเป็นข้อสัญญาจำกัดการเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัย ส่วนแนวทางที่ ๒ เป็นความเห็นของ Law Commission ของอังกฤษที่เสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคำรับรองว่า ข้อสัญญาควรถือว่าเป็นคำรับรองเฉพาะเมื่อเป็นสาระสำคัญในการเสี่ยงภัย ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าในการยกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยเกี่ยวกับคำรับรองนี้ควรทำด้วยความระมัดระวัง ต้องพิจารณาถ้อยคำที่ใช้ในตัวบทกฎหมายโดยละเอียดว่าต้องการให้มีผลในทางใด ซึ่งในการยกร่างพึงทำความเข้าใจปัญหา ข้อโต้เถียง และข้อสังเกต ข้อแนะนำที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษด้วย เพื่อให้สามารถปรับปรุงและร่างกฎหมายของเราเองให้มีความเหมาะสมและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยอาจมีบทบัญญัติเสนอแนวทางในการตีความข้อสัญญา สำหรับศาลใช้เป็นหลัก เพื่อให้ศาลเห็นแนวทางว่ามิใช่ข้อสัญญาทุกประเภทจะเป็นคำรับรอง แต่ข้อสัญญาใดข้อสัญญาหนึ่งอาจมีทางตีความได้ว่าเป็นข้อสัญญายกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัย หรือข้อสัญญาจำกัดการเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัยก็ได้ เป็นต้น

๒.๔ หลักทั่วไปของกรมธรรม์ประกันภัย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันวินาศภัยของไทย และพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ มีหลักการเช่นเดียวกันคือ ถือว่าสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นด้วยการตกลงกันของคู่กรณีเมื่อมีคำสนองมาถึงผู้เสนอ แม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือ หรือไม่ว่าจะมีการออกกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ก็ตาม แต่ในการฟ้องร้องคดีตามสัญญาประกันภัยนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้วางหลักไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ส่วนกฎหมายอังกฤษถือหลักว่าสัญญาประกันภัย ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เว้นแต่จะระบุหรือแสดงให้ปรากฎในกรมธรรม์ประกันภัย หลักกฎหมายอังกฤษมีที่มาจากเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลอังกฤษสมัยนั้นต้องการเก็บภาษีอากรที่เรียกว่า stamp duty จากกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อหาเงินเข้ารัฐ กฎหมายจึงบังคับให้ใช้กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งปิดอากรแสตมป์เรียบร้อยแล้วเท่านั้นในการฟ้องคดี ผู้เขียนจึงเห็นว่า ในการยกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องถือตามกฎหมายอังกฤษในส่วนนี้ ทั้งแนวทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ยืดหยุ่นกว่าอยู่แล้ว

ในส่วนรายละเอียดที่ต้องระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่าตามกฎหมายไทยคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๖๗ วรรคสามและมาตรา ๘๘๔ บังคับให้มีรายละเอียดที่ต้องระบุไว้ในกรมธรรม์มากกว่ากฎหมายอังกฤษมาก โดยกฎหมายอังกฤษกำหนดให้มีเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุที่เอาประกันภัยและลายมือชื่อของผู้รับประกันภัยหรือตัวแทนเท่านั้น กฎหมายไทยที่จะร่างขึ้นคงต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นหรือไม่อย่างใดที่จะต้องกำหนดรายการในกรมธรรม์ประกันภัยให้ละเอียดเหมือนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งก็มีข้อดีคือละเอียดชัดเจน แต่ตามกฎหมายอังกฤษก็มีข้อดีคือ สะดวก ยืดหยุ่น แต่อย่างไรก็ดี ทางปฏิบัติคงไม่มีปัญหาเพราะกรมธรรม์ประกันภัยมาตรฐานที่ผู้รับประกันภัยทั่วไปใช้อยู่ก็จะมีข้อความครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้อยู่แล้ว อนึ่งมีข้อสังเกตตามพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ ๑๙๐๖ ได้บัญญัติรับรองให้ตราประทับของผู้รับประกันภัยมีผลเท่ากับการลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย ซึ่งมีเหตุผลที่มาจากแนวทางปฏิบัติของผู้รับประกันภัย ในร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย คงต้องพิจารณาถึงบทบัญญัติในเรื่องนี้ด้วยเพื่อมิให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งกันในอนาคต

พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ มีตัวอย่างกรมธรรม์เขียนไว้ในตาราง ๑ แนบท้ายพระราชบัญญัติ ได้แก่ Lloyd's S&G policy แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวเองก็ระบุว่ากรมธรรม์อาจอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ และ Lloyd's S&G policy ปัจจุบันแทบไม่มีผู้ใช้แล้ว ผู้เขียนจึงเห็นว่าร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยจึงไม่จำเป็นต้องนำตัวอย่างกรมธรรม์ดังกล่าวมาบัญญัติไว้อีก

ส่วนกฎในการตีความกรมธรรม์ตามที่ปรากฏในตาราง ๑ ตอนท้าย เนื่องจากเป็นกฎในการตีความกรมธรรม์ทั่วไป มิใช่เฉพาะ Lloyd's S&G policy และเป็นสิ่งที่สะท้อนความเข้าใจของตลาดประกันภัยที่มีอยู่ในถ้อยคำต่างๆที่ใช้ในกรมธรรม์ ผู้เขียนจึงเห็นว่าน่าจะต้องพิจารณานำมาร่างไว้ในกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทยด้วย (รายละเอียดดังกล่าวต่อไปในข้อ ๒.๑๔)

ประเด็นสุดท้ายคือในเรื่องการโอนกรมธรรม์ ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการโอนวัตถุที่เอาประกันภัยนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเล ค.ศ. ๑๙๐๖ มีบทบัญญัติที่ยืดหยุ่นกว่าตามกฎหมายไทยกล่าวคือไม่จำต้องมีการบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัย การโอนกรมธรรม์ประกันภัยสามารถทำได้โดยการสลักหลัง หรือตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างอื่น ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว เนื่องจากการประกันภัยทางทะเลเป็นธุรกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการค้าระหว่างประเทศที่อาจมีการซื้อขายสินค้าเปลี่ยนมือหรือข้ามพรมแดนหลายทอด หากผู้ซื้อทุกทอดต้องแจ้งบอกกล่าวไปการโอนไปยังผู้รับประกันภัยก็จะเป็นภาระและเกิดความไม่สะดวก ในการร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย จึงควรพิจารณากำหนดให้การโอนกรมธรรม์ประกันภัยสามารถทำได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สอดคล้อง และอำนวยความสะดวกแก่การค้าระหว่างประเทศ


* บทความนี้ สรุปมาจากรายงานการวิจัยเรื่อง การพัฒนากฎหมายประกันภัยทางทะเลในประเทศไทย : ข้อพิจารณาบางประการในการร่างกฎหมาย ของผู้เขียน ซึ่งได้จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๔ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

** น.บ. ( เกียรตินิยมอันดับสอง ) ( ธรรมศาสตร์ ), น.บ.ท. LL.M in International Business Law ( with Merit ) ( University College ) University of London, Ph.D ( King's College ) University of London รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์